ดีป้า หนุนขอนแก่นใช้ดิจิทัลพัฒนาเมืองอัจฉริยะทางการแพทย์ พ่อเมืองตั้งเป้าเป็นโกลบอลซิตี้

ดีป้า หนุนขอนแก่นใช้ดิจิทัลพัฒนาเมืองอัจฉริยะทางการแพทย์ พ่อเมืองตั้งเป้าเป็นโกลบอลซิตี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน เยี่ยมชมความก้าวหน้าในการดำเนินงานสมาร์ทซิตี้ ในส่วนของการพัฒนาเป็นเมดิคัล ฮับ หรือ Smart Health Care & Medical โดยได้ประชุมหารือกับ จังหวัดขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อรับทราบความต้องการด้านการแพทย์และสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละที่
 
นายมีธรรม ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิท้ล กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นและดีป้า เป็นศูนย์กลางในการวางแนวทางดำเนินงานเมดิคัลฮับ หรือโรดแม็บ ด้าน Health Care & Medical โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนของประเทศ โดยอยากให้มีการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ

Big Data และเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ในทุกมิติ ไปสู่การวางงแผนข้อมูลให้เข้ากับการใช้บริการของประชาชนในทุกระดับ สะดวกทั้งแพทย์ สะดวกทั้งประชาชน โดยเบื้องต้น โรงพยาบาลขอนแก่นได้เตรียมความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยได้หารือกับดีป้า และสตาร์ทอัพ ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนารถฉุกเฉินอัจฉริยะ (Smart Ambulance) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาระบบไฟจราจรอัจฉริยะของจังหวัด ทำให้แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตได้ระหว่างขนย้ายผู้ป่วยบนรถพยาบาลส่งผลให้ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ช่วยฉุกเฉินขณะเดินทางได้ ซึ่งเดิมยังไม่มีระบบนี้ช่วยเหลือ
 
ทั้งนี้ ในที่ประชุมทีมแพทย์และดีป้า ยังได้วางแผนการพัฒนา Smart Health Care & Medical ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การดูแลสุขภาพก่อนป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี และป่วยน้อยลง วางแผนการพัฒนาระบบบริหารจัดการระหว่างเข้าพบแพทย์และระหว่างป่วย และระบบบริหารจัดการชีวิตหลังป่วย ซึ่งเป็นภาพใหญ่ที่ต้องวางโรดแม็บทั้งระบบ เพื่อให้สามารถติดต่อและเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือกับทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ระบบ รวมไปถึงร้านขายยา และประชาชนทั่วไป ซึ่งระบบดังกล่าวจะมีสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยพัฒนาระบบดังกล่าวให้สำเร็จเป็นลูกโซ่ร้อยเรียงกัน โดยอาศัยมาตรการการส่งเสริมจากดีป้า และที่สำคัญจะต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Big Data ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างเป็นเส้นทางให้ข้อมูลวิ่งและเชื่อมโยงกันได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเบื้องต้นมีเป้าหมายที่จะเริ่มทำ Big data ด้าน Smart Health Care & Medical ก่อนจึงไปเชื่อมโยงข้อมูลกับสมาร์ทซิตี้ในด้านอื่น ๆ ต่อไป
 
“จะสนับสนุนผ่านกองทุน เช่น กองทุนอินเตอร์เนชั่นแนลไซเซชัน กองทุนสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นลักษณะการลงเงินทุนร่วมกันในทุกมาตรการ สำหรับโครงการสมาร์ทซิตี้ก็เช่นเดียวกัน เราจะส่งเสริมผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการ

ทั้งฝั่งดิจิทัลและผู้ประกอบการที่เป็นผู้ใช้ได้มีตัวช่วยในการต่อยอดผลงานนวัตกรรมและการนำไปใช้ให้เมืองกลายเป็นเมืองอัจฉริยะตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0” นายมีธรรม กล่าว
 
นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ขอนแก่นสมาร์ทซิตี้ มีโครงสร้างการพัฒนาที่โดดเด่นในลักษณะการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของจังหวัด ท้องถิ่น เอกชน ประชาสังคม และได้รับการสนับสนุน

จากหลายกระทรวง ทำให้ขอนแก่นสามารถขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่รูปแบบสมาร์ทซิตี้เพื่อมุ่งสู่โกลบอล ซิตี้ ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับการอนุมัติแผนพัฒนาสมาร์ทซิตี้เฟสแรกจากคสช. ให้จัดตั้งบริษัทของ 5 เทศบาลแห่งแรกจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานพัฒนาของจังหวัดและท้องถิ่น ดำเนินการประชารัฐอย่างเข้มข้น และมีนโยบายเปิดกว้างให้กับนักลงทุน นำเสนอเทคโนโลยีทุก ๆ ด้านที่คิดว่าเหมาะสมกับจริตกับเมืองขอนแก่น และล่าสุด มีหลายสถานทูตติดต่อเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุน ในจังหวัดขอนแก่น เพื่อตอบโจทย์ให้เมืองมีความ Smart ทั้ง 6 ด้าน ทั้งฝรั่งเศส, เดนมาร์ก, อังกฤษ และไต้หวัน  เป็นต้น
 
 
 
ขณะที่ นพ.รัฐระวี พัฒนรัตนโมฬี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษและรองผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุและวิกฤตบำบัด

รพ.ขอนแก่น กล่าวถึง แนวทางพัฒนาไปสู่รถฉุกเฉินอัจฉริยะและเมดิคัล ฮับ ว่า ก่อนอื่นเราต้องดูปัญหาและอุปสรรค โดยคำนึงถึงผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติต้องได้รับคำสั่งการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ แต่ละสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่แพทย์ผู้ชำนาญการมีจำนวนน้อยและกระจายตัวในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย

บนรถพยาบาลต้องสื่อสารกับแพทย์ผู้ชำนาญผ่านระบบวิทยุสื่อสาร ซึ่งสื่อสารได้แค่เสียง แพทย์ไม่สามารถเห็นสัญญาณชีพและสภาพผู้ป่วย การสั่งการรักษาเป็นไปด้วยความลำบาก“เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถปิดช่องว่าง จากการปรับปรุงเครื่องมือแพทย์ให้เชื่อมต่อ Internet of Things หรือ IoT และสามารถส่งสัญญาณชีพผู้ป่วยมาทาง เครือข่ายอินเทอร์เน็ต นำระบบการสื่อสารด้วยภาพและเสียงวีดีโอคอลเพื่อให้แพทย์ได้เห็นสภาพผู้ป่วยและสั่งการรักษาได้อย่างแม่นยำ และใช้จีพีเอสแทรกกิ้ง พื่อคาดการณ์เวลาที่รถพยาบาลจะมาถึง โดยระบบโครงข่ายการสื่อสารทางการแพทย์ผ่านทางระบบเทเลเมดิซินสามารถเชื่อมต่อทุกโรงพยาบาล เสมือนเป็นโรงพยาบาลเดียวกัน สอดคล้องกับนโยบายการแพทย์ฉุกเฉินไร้รอยต่อ” นพ.รัฐระวี กล่าว

REALATED NEWS

Comments

Share Tweet Line