เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พร้อมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 2 เท่าภายในปี 2568

เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พร้อมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 2 เท่าภายในปี 2568

เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ ประกาศกลยุทธ์รุกธุรกิจรอบด้าน เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพดีของผู้คนทั่วโลก เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ขยายการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมศึกษาการเข้าซื้อกิจการยาที่มีศักยภาพ เพื่อหนุนธุรกิจในอนาคต คาดสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 2 เท่าได้ภายในปี 2568
 
นายวิเวก ดาวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Coach ของบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA เปิดเผยว่า บนเส้นทางกว่า 36 ปี ของการสานต่อภารกิจในการพัฒนายาที่มีคุณภาพระดับสากล เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เมก้าในฐานะแบรนด์ชั้นนำในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์ยาจำหน่ายหน้าเคาท์เตอร์ใน 33 ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก และบริการธุรกิจโลจิสติกส์และบริการกระจายสินค้าสำหรับยาและสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCGs) ในประเทศเมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้โดยเฉลี่ยต่อปีถึงร้อยละ 12.1 ตั้งแต่พ.ศ. 2553-2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.4 ในไตรมาส 1 ของปี 2562


 
“ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจในประเทศไทย เมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราอย่างแท้จริง รวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัท ไบโอ-ไลฟ์ มาร์เก็ตติ้ง เอสดีเอ็น บีเอชดี หนึ่งในบริษัทอาหารเสริมสุขภาพชั้นนำของประเทศมาเลเซีย และการได้มาซึ่งสิทธิความเป็นเจ้าของในผลิตภัณฑ์ยาของบริษัท แซนดอส จีเอ็มบีเอช (Sandoz GmbH) ในประเทศเมียนมาและประเทศเอธิโอเปีย เป็นการก้าวเดินทางธุรกิจที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในระดับภูมิภาคของเมก้าที่ชัดเจน นอกจากนี้ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับบรรเทาอาการเจ็บปวด อาการภูมิแพ้ และสุขภาพทางเดินอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูจิก้า (Eugica) เพื่อบรรเทาอาการไอจากหวัด กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทางการแพทย์ และไบโอไลฟ์ โพรไบโอติกส์ และยาตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตสูง ต่างมีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และปีนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีกกว่า 10 รายการ” นายวิเวก กล่าว


 
จากการเติบโตที่มีมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้กำหนดกลยุทธ์สานต่อพันธกิจหลักในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และแนวทางการดูแลสุขภาพ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ซึ่งเป้าหมายหลักยังคงเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีศักยภาพในการเติบโตสูง ได้แก่ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลางและลาตินอเมริกา แอฟริกาใต้เขตตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา และประเทศในเครือรัฐเอกราช (CIS) ในปีนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มเดินหน้าเปิดตลาดในประเทศเนปาล โคลัมเบีย รวมทั้งขยายตลาดในประเทศเอธิโอเปีย และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกามากขึ้น โดยคาดว่าตลาดเหล่านี้จะมีการเติบโตที่ดีในอีก 5-7 ปีข้างหน้า และกำลังทบทวนการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในภูมิภาคนี้ ซึ่งบริษัทฯ อยู่ระหว่างการประเมินศักยภาพการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย


 
บริษัทฯ จะใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งได้ลงทุนบางส่วนไปแล้วจนถึงเดือนมีนาคม 2562 และส่วนที่เหลือจะลงทุน ในช่วง 2-3 ปีนี้ โดยเงินลงทุนจำนวน 600 ล้านบาท ใช้ในการก่อสร้างโรงานแห่งใหม่ที่ประเทศเมียนมา ภายใต้กิจการร่วมค้า เมก้า เอ็มเอสเอ็น (เอ็มเอสเอ็น แลบบอราทอรี่ เป็นบริษัทวิจัยที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศอินเดีย โรงงานแห่งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 เพื่อผลิตยารักษาโรคใหม่ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยารักษาโรคเบาหวาน และยารักษาโรคหัวใจ โดยคาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ในปี 2565/2566 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมา เพื่อสนับสนุนธุรกิจโลจิสติกส์และการบริการกระจายสินค้า ซึ่งมีผลให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย ศูนย์กระจายสินค้านี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 และเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติด้านการจัดจำหน่ายที่ดีตามมาตรฐานโลก ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างพื้นที่สำนักงานในประเทศเมียนมา ด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562
 
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 500 ล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนขยายโรงงานใหม่ที่บางปู ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานปัจจุบันของบริษัทฯ โครงการนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะประกอบด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) คลังเก็บสินค้า และโรงงานผลิตยาชนิดเหลว ซึ่งเป็นการเพิ่มประเภทใหม่สำหรับยาตามใบสั่งแพทย์และสมุนไพรสำหรับเด็กไว้ในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯ ด้วยซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีพ.ศ. 2563


 
ด้านความคืบหน้าในการดำเนินงานของบริษัท เมก้า มาลี จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างเมก้าและบริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขณะนี้ได้มีผลิตภัณฑ์แบรนด์ DR.DRINK ออกสู่ตลาดแล้ว 2 รายการ ได้แก่ AK-TIV และ D-GEST เครื่องดื่มทั้ง 2 รายการดังกล่าวผลิตจากส่วนผสมจากพืช 100% (plant-based ingredients) ปราศจากสารเคมี
 
“เราเชื่อว่า เส้นทางสุขภาพที่ดีเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง โดยมีอาหารเป็นกุญแจสำคัญ เมก้าจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้ การดำเนินธุรกิจของเมก้ามีจุดมุ่งหมายมากกว่าการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐานระดับโลก ในราคาที่ไม่แพง เพื่อช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี แต่เรายังมองการส่งเสริมสุขภาพในแต่ละช่วงวัย เราจึงมีเบบี้ เนเชอร่า อาหารเด็กออแกนิก ศูนย์เวลเนส วี แคร์ที่กำลังเติบโตกลายเป็นแหล่งความรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคและการกลับมาเป็นซ้ำของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐฯ ในระบบการดูแลสุขภาพ และสาธารณสุขในภาพรวม ครัวปราณาที่สร้างสรรค์เมนูสุขภาพที่เน้นพืชเป็นหลัก เราหวังจะได้เห็นผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยไม่ต้องใช้ยาหรือลดการใช้ยาเป็นเวลานาน ความมุ่งมั่นนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ ในฐานะองค์กรเพื่อการมีสุขภาพดี พันธมิตรที่ผู้บริโภคไว้วางใจ และทำให้เราเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 2 เท่าตามเป้าหมายภายในปี 2568” นายวิเวกกล่าวในที่สุด

Comments

Share Tweet Line